Back to blog

On'yomi vs Kun'yomi: ทำไม kanji ถึงมีหลายวิธีอ่าน

kanji แต่ละตัวมีวิธีอ่านแบบจีน (on'yomi) และแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (kun'yomi) เรียนรู้หลักการง่ายๆ ว่าเมื่อไหร่ควรใช้แบบไหน

8 min read

สิ่งที่ทำให้ kanji ดูยากตั้งแต่แรกคือตัวอักษรหนึ่งตัวสามารถอ่านได้หลายแบบ แต่ข่าวดีคือมีระบบอยู่ และเมื่อเข้าใจแล้ว การอ่านส่วนใหญ่จะคาดเดาได้

ที่มาของวิธีอ่านทั้งสอง

เมื่อญี่ปุ่นรับอักษรจีนมาใช้ ก็รับมาสองชั้น คือยืมเสียงอ่านภาษาจีนมาด้วย (on'yomi, 音読み — "การอ่านตามเสียง") และยังนำตัวอักษรมาใช้กับคำในภาษาญี่ปุ่นที่มีอยู่เดิม (kun'yomi, 訓読み — "การอ่านตามความหมาย")

On'yomi (音)Kun'yomi (訓)
ที่มาภาษาจีนภาษาญี่ปุ่นดั้งเดิม
ตัวอย่าง: 山サン (san)やま (yama)
เสียงมักสั้น ฟังดู "ต่างประเทศ"มักยาวกว่า มีคำต่อท้าย (okurigana)
ใช้ในคำประสม (熟語)คำที่ใช้เดี่ยวๆ

หลักการง่ายๆ

  1. kanji ที่ใช้เดี่ยวๆ มักมีคำ kana ต่อท้าย (okurigana) มักอ่านแบบ kun'yomi: 山 (yama), 食べる (taberu)
  2. kanji สองตัวขึ้นไปที่เชื่อมกัน มักอ่านแบบ on'yomi: 火山 (kazan, ภูเขาไฟ), 食事 (shokuji, มื้ออาหาร)
  3. มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง แต่หลักการนี้ถูกต้องบ่อยกว่าผิดมาก

ตัวอย่างจริง: 生

生 เป็นกรณีสุดขั้ว เพราะมีวิธีอ่านมากกว่าสิบแบบ แต่หลักการง่ายๆ ยังช่วยได้: 学生 (gakusei, นักเรียน) และ 先生 (sensei, ครู) ใช้ on'yomi セイ ในคำประสม ขณะที่ 生きる (ikiru, มีชีวิต) และ 生まれる (umareru, เกิดมา) ใช้ kun'yomi ในฐานะคำกริยาเดี่ยว

วิธีฝึกการอ่านอย่างได้ผล

  • อย่าพยายามจำทุกวิธีอ่านตั้งแต่ต้น เรียนวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน แล้วค่อยเรียนรู้วิธีอื่นผ่านคำศัพท์
  • เรียนการอ่านในบริบทของคำ ไม่ใช่แยกเดี่ยวๆ — 水 ดูเป็นนามธรรม แต่ 水曜日 และ 水泳 จำได้ง่ายกว่า
  • ใช้ระบบ SRS ที่ทดสอบคุณด้วยคำศัพท์ เพื่อให้การอ่านที่ถูกต้องถูกฝึกในบริบทจริง

Learn kanji the reading-first way

Kanji 360 wraps every character with mnemonics, audio readings, stroke-order animation, and SRS scheduling — free to start on iPhone, iPad, and Android.

Related articles